News Ticker

ทำไมจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเมืองไทย แล้วต่อปริญญาเอกเมืองนอกไม่ได้ในทันที

ทำไมจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเมืองไทย แล้วต่อปริญญาเอกเมืองนอกไม่ได้ในทันที

หลายคนที่กำลังหาที่เรียนต่อต่างประเทศ อาจจะเคยพบเห็นระเบียบการในเว็บมหาวิทยาลัยดังๆของต่างประเทศว่า การรับเข้าศึกษาในขั้นปริญญาเอกนั้นหากเราจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในระดับปริญญาตรี ก็สามารถสมัครเข้าได้เลย หรือตอนไปเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศเคยเห็นเพื่อนๆชาวสิงคโปร์ มาเลย์เซีย หรือประเทศอื่นๆ หน้าตายังละอ่อนก็เรียนปริญญาเอกแล้ว สอบถามไปมาก็ได้ความว่าจบปริญญาตรีเกียรตินิยมเลยสามารถเรียนปริญญาเอกได้เลย แต่พอเราจะสมัครบ้างกลับไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ วันนี้เรามีคำตอบครับ

การเรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยมนั้น บ่งบอกถึงความขยัน รับผิดชอบในการเรียน ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการเรียนปริญญาตรี เพราะบางมหาวิทยาลัยกำหนดว่าเกรดเฉลี่ยตลอดการเรียนทั้ง 4 ปี ต้องไม่ต่ำกว่า 3.5 และบางมหาวิทยาลัยยังกำหนดกฏเกณฑ์ที่โหดไปกว่านั้นคือ ห้ามมีวิชาใดวิชาหนึ่งได้ต่ำกว่าเกรด C และห้ามไม่ให้มีการรีเกรดใดๆทั้งสิ้น

หลายคนจึงถือเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งว่าปริญญาเกีรตินิยมของตัวเองนั้น ได้มาด้วยความยากลำบากยิ่งนัก คาดหวังว่ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศจะตอบกลับรับเข้าเรียนปริญญาเอกทันที สุดท้ายได้แค่ใบตอบรับให้เข้าเรียนปริญญาโทต่อก่อนแทบทั้งนั้น เหตุเพราะอะไรกันแน่

จากประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งสมัยเรียนปริญญาเอก เคยนั่งถาม professor ที่เป็น advisor ของตัวเองว่า กระผมจบปริญญาตรีเกียรตินิยมมาทำไมไม่รับกระผมเข้าเรียนปริญญาเอกเลยครับ เพราะได้ทุนมาเรียนโทเอกก็จริง แต่นับเวลาตามหลักสูตรแล้วท่าทางว่าจะเกินระยะเวลาที่ได้ทุนมาแน่

Professor ท่านนี้ก็ตอบมาว่า เอางี้ไอพูดง่ายๆแล้วกัน
“เจ้าปริญญาเกีรตินิยมของยูหนะ ไอไม่รู้จัก ไอไม่รู้ว่าระบบการเรียนการสอนของยูเป็นอย่างไร ยูต้องเข้าใจนะว่ายูหนะมาจากอีกซีกโลกหนึ่งซึ่งห่างไกลและดูล้าหลังมากสำหรับไอ อยู่ๆจะให้มาเรียนเอกเลยเกรงว่าจะเสียเวลากันเปล่าๆ”

ได้ฟังคำอธิบายแบบนี้ก็เลยเข้าใจทันทีเลยว่าเพราะเขาไม่รู้เบื้องลึกของเรานั่นเองว่ามาตรฐานของเราเป็นแบบไหน หรือหากเทียบง่ายๆว่ามีชาวต่างชาติที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านเรามา สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของไทย ยื่นใบปริญญาเกียรตินิยมแห่งมหาวิทยาลัยประจำเมืองหนึ่งในประเทศสารขัณฑ์ อืมเราก็ต้องคิดแหละว่าระบบการเรียนเขาเป็นอย่างไรหว่า ประเทศเขาเราก็ไม่เคยไป ถ้าให้มาเรียนร่วมกับคนอื่นๆนี่จะไหวไหม ว่าแล้วให้ลองมาทดลองเรียนก่อนดีกว่าไหม

ประเทศพัฒนาแล้วเขามองเราอย่างไร ก็ลองมองย้อนกลับไปว่า เรามองประเทศเพื่อนบ้านที่จมอยู่กับสงครามมานานนับปีอย่างไรก็อย่างนั้น อยู่ดีๆจะให้เรามองว่าเขาดีเลิศเทียบเท่ามหาวิทยาลัยดังๆของเราก็คงเป็นเรื่องแปลกใช่ไหมหละครับ

คราวนี้มาลองเทียบกับนักศีกษาสิงคโปร์ มาเลเซียที่เขามาเรียน ปริญญาตรีในอังกฤษเนื่องจากเขาเป็นประเทศในเครือจักรภพมาก่อน และอีกทั้งเขายังมีหลักสูตรร่วมเรียนในประเทศตัวเองสองปี เรียนต่อในอังกฤษสองปี ทำให้การเรียนการสอน การใช้ภาษานั้นมีความต่อเนื่องเสมือนเป็นพลเมืองของเขาเอง

เด็กต่างชาติในกลุ่มนี้ ตอนเรียนปริญญาตรี จะขยันมาก ขยันกว่าเด็กต่างชาติทั่วไป จะพบเห็นว่าเขานั่งอ่านหนังสือทั้งวัน ไปห้องสมุดทุกครั้งก็เจอพวกเขา เวลาทำ project จบตอนปี 3 ปี 4 เนี่ย ผลงานเทียบเท่ากับนักศีกษาปริญญาเอกอย่างเราๆเลยหละ พอจบปริญญาตรี ก็มักจะได้เกียรตินิยมและทางมหาวิทยาลัยก็จะเสนอทุนให้เรียนต่อ ปริญญาเอกเลยในทันที โดยไม่ต้องเรียน ปริญญาโทอีกแล้ว และทำงานวิจัยต่อเนื่องไปเลยเพื่อหาคำตอบปัญหานั้นๆให้ลึกซึ้งไปเลย

หันกลับมาเทียบกับเด็กไทย ไปเรียนเมืองนอกใหม่ๆ ภาษาแค่การสื่อสารยังแทบจะไม่เป็นประโยค ดูทีวียังไม่รู้เรื่องอะไร อย่าว่าแต่จะอ่านตำราหรืองานวิจัยภาษาอังกฤษเลยครับ

สิ่งเหล่านี้แหละครับคือเหตุผลที่ว่า เด็กไทยแม้จะจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งไป หากภาษายังกระท่อนกระแท่น ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาแบบเด็กฝรั่ง ทางมหาวิทยาลัยจึงมักจะรับเข้ามาศึกษาในหลักสูตรปริญญาโท 1 ปีก่อน เพื่อให้ได้สัมผัสกับภาษาและวัฒนธรรม รวมถึงได้ปรับตัวในห้องเรียน การสื่อสาร การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ได้หัดเขียน หัดอ่านให้คล่อง ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อในหลักสูตรปริญญาเอกต่อไป

Leave a comment

Your email address will not be published.

*